ธรรมชาติท่าดินแดง แหล่งแร่โบราณ ตำนานเก่าเขาหน้ายักษ์
ภูมิภาค/บัญญัติ ชูเลิศ/ผู้สื่อข่าว/ดนุพล แช่ม /ผู้ช่วยผู้สื่อข่าว
ธรรมชาติท่าดินแดง แหล่งแร่โบราณ ตำนานเก่าเขาหน้ายักษ์
หากจะลองดูสักครั้งก็ไม่น่าจะเสียเวลาอะไรมากนักกับการที่จะเดินทางมาเที่ยวชมธรรมชาติทางทะเลฉบับชาวบ้านหรือแบบบ้านๆ ที่บ้านท่าดินแดง หมู่ที่ 4 ต.ลำแก่น อ.ท้ายเหมือง จ.พังงา เพราะอย่างไรเสียนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาจากจังหวัดภูเก็ตข้ามสะพานสารสินเข้าถิ่นเมืองพังงา แล้วบ่ายหน้ามาตามถนนเพชรเกษม ผ่านหน้าที่ว่าการอำเภอท้ายเหมืองเพื่อที่จะมุ่งหน้าไปยังแหล่งท่องเที่ยวชื่อดังระดับโลกคือ 'เขาหลัก'ซึ่งอยู่ในเขตอำเภอตะกั่วป่าหรืออยู่รอยต่อกับอำเภอท้ายเหมืองแบบใช้สันปันน้ำของภูเขาหลักเป็นแนวแบ่งการปกครองท้องถิ่น บ้านท่าดินแดงห่างจากหน้าที่ว่าการอำเภอท้ายเหมืองประมาณ 10 กิโลเมตร หรือห่างจากสนามบินนานาชาติจังหวัดภูเก็ตประมาณ 40 กิโลเมตร ที่แห่งนี้ชาวท่าดินแดงกว่า 50 ครอบครัว ได้ร่วมกันตั้งเป็นกลุ่มท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ขึ้น แน่นอนว่าชาวบ้านที่นี้เขาก็มีของดีที่จะอวดหรือประชันและเชิญชวนให้กับนักท่องเที่ยวทั้งไทยและเทศมายลเยี่ยมสัมผัสกับธรรมชาติอันบริสุทธิ์ของน้ำทะเล ที่ทุกวันนี้น้อยคนนักที่จะเคยหรือย่างกรายเข้าไปถึง เมื่อไปถึงจุด 'ไฮไลท์'ที่ประเดิมเริ่มแรกคือหาดทรายอันแสนละเอียดและขาวบริสุทธิ์ที่ทอดยาวไปสุดลูกหูลูกตามองแล้วยิ่งอยากมองอีกแบบไม่อยากกระพริบตา จมูกก็สูดเอาอากาศบริสุทธิ์ที่ยากจะมีที่ใดเปรียบปานเข้าไปฟอดเม็ดเลือดแดงหรือเพิ่มออกซิเจนให้กับร่างกายทำให้มีความรู้สึกราวกับว่าหลุดมาอยู่ในโลกอีกใบหนึ่งก็ว่าได้ คือรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ ผสมผสานกับน้ำทะเลสีเขียวมรกตและได้ชื่อว่าคุณภาพน้ำทะเลที่สะอาดจนได้รับรางวัลหาด 5 ดาวมาแล้ว เพราะชายทะเลดังกล่าวนี้อยู่ในโซนเดียวกับชายทะเลของอุทยานแห่งชาติเขาลำปีหาดท้ายเหมือง และของอุทยานแห่งชาติเขาลำปี-หาดท้ายเหมือง ก็ได้รับรางวัลดังกล่าวจากกรมควบคุมมลพิษในงานหาดติดาวสัญจรปีที่ผ่านมา
มนต์ชัย ชลกิจ สมาชิกสภาเทศบาลตำบลลำแก่น ในฐานะเลขากลุ่มท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์บ้านท่าดินแดง พาเริ่มจุดท่องเที่ยวว่า เริ่มจากการเยี่ยมชมหมู่บ้านที่มีวัฒนธรรมของไทยมุสลิมดังเดิมเช่นการดำเนินชีวิตประจำวันต่างๆตลอดจนการประกอบอาชีพที่ผสมสานระหว่างประมงกับเกษตรกรรม จากนั้นก็จะเดินทางไปศาลาท่าน้ำของหมู่บ้านเดินไปในป่าชุมชนสัก 30 เมตร ก็จะพบกับรางซีเมนต์คู่ขนาดกว้าง 3 เมตร ยาวประมาณ 40 เมตร และลาดชันประมาณ 15 องศา อายุกว่า 50 ปี รางที่ว่านี้คือรางคอนกรีตที่สร้างขึ้นเพื่อการทำเหมืองแร่ดีบุกในอดีต แต่หลังจากที่หมดยุคแร่ดีบุกไปรางดังกล่าวก็ถูกทิ้งไว้เป็นอนุสรณ์เมืองแร่หมื่นล้าน และมาเป็นสมบัติของชุมชนในที่สุด สิ่งนี้ก็เป็นเพียงสิ่งหนึ่งที่จะอวดนักท่องเที่ยวได้ จากนั้นก็เดินเลาะป่าชุมชนที่ด้านบนจะปกไปด้วยใบของต้นไม้แต่ข้างล่างจะเตียนโล่งหญ้าต้นเล็กต้นน้อยไม่ค่อยจะมีให้เห็นเพราะว่าป่าแห่งหน้าดินเป็นทรายที่ผ่านการทำเหมืองแร่มาแล้ว เดินต่อมาประมาณ 200 เมตร ก็จะถึงขุมน้ำขนาดประมาณ 100 ไร่ ที่มีลำคลองเชื่อมจากขุมออกไปสู่ทะเลที่ปากอ่าวบ้านทับละมุ จุดนี้ระดับน้ำจะไม่ลึก แต่จะพรั่งพร้อมไปด้วยธรรมชาติของป่าโกงกางและพันธุ์ไม้นาๆพันธุ์รากอขงต้นโกงกางจะจิ้มทิ่มลงน้ำให้เห็นเป็นเส้นๆตลอดลำคลอง และที่นี้เราก็จะนั่งเรือคายักพายชมธรรมชาติเลี้ยวลดคดโค้งไปตามแนวสายน้ำประมาณ 400 เมตร ก็จะบรรจบกับคลองขนาดใหญ่ที่เรียกว่าคลอง 'อ่าวหมัน' จากนั้นก็จะให้นักท่องเที่ยวขึ้นเรือ 'หัวโทง'ที่จัดเตรียมไว้ แล่นประมาณ 5 นาทีไปยัง 'ท่าเขือ'คือจุดที่จะต้องขึ้นเรือและเดินเท้าผ่านทุ่งหญ้าสีทองหรือทุ่งหญ้า 'สวันน่า'ประมาณ 600 เมตร เพื่อมุ่งหน้าไปยัง 'เขาหน้ายักษ์' จุดสำคัญของทริปท่องเที่ยวที่นี้ กิจกรรมการดำน้ำตื้นชมปะการัง เล่นน้ำทะเลสะอาด หรือจะอาบแดดในรายที่เป็นชาวต่างชาติ ก็มีเวลาให้ 2 ชั่วโมงเต็มๆ หรือไม่ก็เดินขึ้นหินโตนที่มีลวดลายแปลกตาไปประมาณ 50 เมตร เพื่อไปชะเง้อดูเขาหน้ายักษ์ที่ทุกวันนี้เหลือไว้เพียงตำนานและเรื่องเล่า
หะบีดีน วาหะรักษ์ ประธานกลุ่มท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์บ้านท่าดินแดง เล่าถึงเรื่องราวของเขาหน้ายักษ์ว่า เดิมหน้าภูเขาหรือหน้าเขาด้านที่หันหน้าออกไปทางทะเลอันดามันหรือทิศทางที่จะออกไปสู่หมู่เกาะสิมิลัน จะมีหน้าผาที่มีรูปร่างเหมือนกับใบหน้าของยักษ์ที่มีอาการโกรธกริ้ว ซึ่งก็มีจริงๆคนเฒ่าหลายคนที่ยังมีชิวิตอยู่สามารถยืนยันได้ แต่เมื่อคราวสงครามโลกครั้งที่ 2 เรือรบของทหารญี่ปุ่นที่แล่นผ่านบริเวณนี้ได้เกิดล่มลงไปเฉยหลายลำด้วยกัน พวกทหารญี่ปุ่นจึงเชื่อว่าน่าจะเกิดจากความอาถรรพ์ของหน้าผาที่มีรูปร่างคล้ายหน้ายักษ์ที่ว่านี้ เลยใช้ปืนใหญ่ยิงส่วนที่เป็นหน้ายักษ์จนหลุดออกและจมลงบริเวณดังกล่าวนั้นเอง เลยทำให้ทุกวันนี้ไม่มีใครมองเห็นหน้ายักษ์อีกเลยแต่ชื่อเขาหน้ายักษ์ก็ยังเรียกกันมาถึงปัจจุบันนี้
หะบีดีน กล่าวสรุปการท่องเที่ยวที่นี้ว่าหากจะใช้เวลาตั้งแต่มาถึงจนจบกิจกรรมการท่องเที่ยวที่ทางกลุ่มตั้งไว้จะอยู่ที่ประมาณ 3-4 ชั่งโมง จากนั้นก็จะเดินทางมาด้วยเรือหัวโทงประมาณ 15 นาทีเพื่อมารับประทานอาหารที่จัดเลี้ยงเอาไว้ ก่อนที่จะเดินทางกลับที่พักนั้นคือจบ ทริปการท่องเที่ยวที่นี้ สนนราคาตกอยู่ที่ หัวละ600- 700 บาทตัวคน หากนักท่องเที่ยวกลุ่มใดหรือรายใดจะพักค้างก็จะจัดที่พักแบบโฮมสเตย์ให้ รับรองความปลดภัย 100 % ส่วนการติดต่อสอบถามนั้นก็ได้ที่เบอร์ของตนโดยตรงคือ 084-9911529 ยินดีต้อนรับ หะบีดีนทิ้งท้าย
ความคิดเห็น
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
- กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม อย่างวิญญูชน พึงกระทำ พร้อมลงนาม
- ทีม Nationchannel.com ขอสงวนสิทธิ์ ในการลบข้อความที่ หมิ่นต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์
- ไม่ควรใช้ ถ้อยคำที่ หยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด กล่าวหาให้ร้ายผู้อื่น หรือสร้างความแตกแยก ในสังคม
- ทุกความคิดเห็นนั้น ไม่เกี่ยวข้องกับ ทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ และ ไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมายได้ทุกกรณี ประกอบกับ ทีมงาน ขอสงวนสิทธิ์ใน การลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความเห็น




