ธรรมชาติท่าดินแดง แหล่งแร่โบราณ ตำนานเก่าเขาหน้ายักษ์

by ปกาสัย | 15.04.2012

ภูมิภาค/บัญญัติ ชูเลิศ/ผู้สื่อข่าว/ดนุพล แช่ม /ผู้ช่วยผู้สื่อข่าว

ธรรมชาติท่าดินแดง แหล่งแร่โบราณ ตำนานเก่าเขาหน้ายักษ์

หากจะลองดูสักครั้งก็ไม่น่าจะเสียเวลาอะไรมากนักกับการที่จะเดินทางมาเที่ยวชมธรรมชาติทางทะเลฉบับชาวบ้านหรือแบบบ้านๆ ที่บ้านท่าดินแดง หมู่ที่ 4 ต.ลำแก่น อ.ท้ายเหมือง จ.พังงา เพราะอย่างไรเสียนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาจากจังหวัดภูเก็ตข้ามสะพานสารสินเข้าถิ่นเมืองพังงา แล้วบ่ายหน้ามาตามถนนเพชรเกษม ผ่านหน้าที่ว่าการอำเภอท้ายเหมืองเพื่อที่จะมุ่งหน้าไปยังแหล่งท่องเที่ยวชื่อดังระดับโลกคือ 'เขาหลัก'ซึ่งอยู่ในเขตอำเภอตะกั่วป่าหรืออยู่รอยต่อกับอำเภอท้ายเหมืองแบบใช้สันปันน้ำของภูเขาหลักเป็นแนวแบ่งการปกครองท้องถิ่น บ้านท่าดินแดงห่างจากหน้าที่ว่าการอำเภอท้ายเหมืองประมาณ 10 กิโลเมตร หรือห่างจากสนามบินนานาชาติจังหวัดภูเก็ตประมาณ 40 กิโลเมตร ที่แห่งนี้ชาวท่าดินแดงกว่า 50 ครอบครัว ได้ร่วมกันตั้งเป็นกลุ่มท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ขึ้น แน่นอนว่าชาวบ้านที่นี้เขาก็มีของดีที่จะอวดหรือประชันและเชิญชวนให้กับนักท่องเที่ยวทั้งไทยและเทศมายลเยี่ยมสัมผัสกับธรรมชาติอันบริสุทธิ์ของน้ำทะเล ที่ทุกวันนี้น้อยคนนักที่จะเคยหรือย่างกรายเข้าไปถึง เมื่อไปถึงจุด 'ไฮไลท์'ที่ประเดิมเริ่มแรกคือหาดทรายอันแสนละเอียดและขาวบริสุทธิ์ที่ทอดยาวไปสุดลูกหูลูกตามองแล้วยิ่งอยากมองอีกแบบไม่อยากกระพริบตา จมูกก็สูดเอาอากาศบริสุทธิ์ที่ยากจะมีที่ใดเปรียบปานเข้าไปฟอดเม็ดเลือดแดงหรือเพิ่มออกซิเจนให้กับร่างกายทำให้มีความรู้สึกราวกับว่าหลุดมาอยู่ในโลกอีกใบหนึ่งก็ว่าได้ คือรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ ผสมผสานกับน้ำทะเลสีเขียวมรกตและได้ชื่อว่าคุณภาพน้ำทะเลที่สะอาดจนได้รับรางวัลหาด 5 ดาวมาแล้ว เพราะชายทะเลดังกล่าวนี้อยู่ในโซนเดียวกับชายทะเลของอุทยานแห่งชาติเขาลำปีหาดท้ายเหมือง และของอุทยานแห่งชาติเขาลำปี-หาดท้ายเหมือง ก็ได้รับรางวัลดังกล่าวจากกรมควบคุมมลพิษในงานหาดติดาวสัญจรปีที่ผ่านมา

มนต์ชัย ชลกิจ สมาชิกสภาเทศบาลตำบลลำแก่น ในฐานะเลขากลุ่มท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์บ้านท่าดินแดง พาเริ่มจุดท่องเที่ยวว่า เริ่มจากการเยี่ยมชมหมู่บ้านที่มีวัฒนธรรมของไทยมุสลิมดังเดิมเช่นการดำเนินชีวิตประจำวันต่างๆตลอดจนการประกอบอาชีพที่ผสมสานระหว่างประมงกับเกษตรกรรม จากนั้นก็จะเดินทางไปศาลาท่าน้ำของหมู่บ้านเดินไปในป่าชุมชนสัก 30 เมตร ก็จะพบกับรางซีเมนต์คู่ขนาดกว้าง 3 เมตร ยาวประมาณ 40 เมตร และลาดชันประมาณ 15 องศา อายุกว่า 50 ปี รางที่ว่านี้คือรางคอนกรีตที่สร้างขึ้นเพื่อการทำเหมืองแร่ดีบุกในอดีต แต่หลังจากที่หมดยุคแร่ดีบุกไปรางดังกล่าวก็ถูกทิ้งไว้เป็นอนุสรณ์เมืองแร่หมื่นล้าน และมาเป็นสมบัติของชุมชนในที่สุด สิ่งนี้ก็เป็นเพียงสิ่งหนึ่งที่จะอวดนักท่องเที่ยวได้ จากนั้นก็เดินเลาะป่าชุมชนที่ด้านบนจะปกไปด้วยใบของต้นไม้แต่ข้างล่างจะเตียนโล่งหญ้าต้นเล็กต้นน้อยไม่ค่อยจะมีให้เห็นเพราะว่าป่าแห่งหน้าดินเป็นทรายที่ผ่านการทำเหมืองแร่มาแล้ว เดินต่อมาประมาณ 200 เมตร ก็จะถึงขุมน้ำขนาดประมาณ 100 ไร่ ที่มีลำคลองเชื่อมจากขุมออกไปสู่ทะเลที่ปากอ่าวบ้านทับละมุ จุดนี้ระดับน้ำจะไม่ลึก แต่จะพรั่งพร้อมไปด้วยธรรมชาติของป่าโกงกางและพันธุ์ไม้นาๆพันธุ์รากอขงต้นโกงกางจะจิ้มทิ่มลงน้ำให้เห็นเป็นเส้นๆตลอดลำคลอง และที่นี้เราก็จะนั่งเรือคายักพายชมธรรมชาติเลี้ยวลดคดโค้งไปตามแนวสายน้ำประมาณ 400 เมตร ก็จะบรรจบกับคลองขนาดใหญ่ที่เรียกว่าคลอง 'อ่าวหมัน' จากนั้นก็จะให้นักท่องเที่ยวขึ้นเรือ 'หัวโทง'ที่จัดเตรียมไว้ แล่นประมาณ 5 นาทีไปยัง 'ท่าเขือ'คือจุดที่จะต้องขึ้นเรือและเดินเท้าผ่านทุ่งหญ้าสีทองหรือทุ่งหญ้า 'สวันน่า'ประมาณ 600 เมตร เพื่อมุ่งหน้าไปยัง 'เขาหน้ายักษ์' จุดสำคัญของทริปท่องเที่ยวที่นี้ กิจกรรมการดำน้ำตื้นชมปะการัง เล่นน้ำทะเลสะอาด หรือจะอาบแดดในรายที่เป็นชาวต่างชาติ ก็มีเวลาให้ 2 ชั่วโมงเต็มๆ หรือไม่ก็เดินขึ้นหินโตนที่มีลวดลายแปลกตาไปประมาณ 50 เมตร เพื่อไปชะเง้อดูเขาหน้ายักษ์ที่ทุกวันนี้เหลือไว้เพียงตำนานและเรื่องเล่า

หะบีดีน วาหะรักษ์ ประธานกลุ่มท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์บ้านท่าดินแดง เล่าถึงเรื่องราวของเขาหน้ายักษ์ว่า เดิมหน้าภูเขาหรือหน้าเขาด้านที่หันหน้าออกไปทางทะเลอันดามันหรือทิศทางที่จะออกไปสู่หมู่เกาะสิมิลัน จะมีหน้าผาที่มีรูปร่างเหมือนกับใบหน้าของยักษ์ที่มีอาการโกรธกริ้ว ซึ่งก็มีจริงๆคนเฒ่าหลายคนที่ยังมีชิวิตอยู่สามารถยืนยันได้ แต่เมื่อคราวสงครามโลกครั้งที่ 2 เรือรบของทหารญี่ปุ่นที่แล่นผ่านบริเวณนี้ได้เกิดล่มลงไปเฉยหลายลำด้วยกัน พวกทหารญี่ปุ่นจึงเชื่อว่าน่าจะเกิดจากความอาถรรพ์ของหน้าผาที่มีรูปร่างคล้ายหน้ายักษ์ที่ว่านี้ เลยใช้ปืนใหญ่ยิงส่วนที่เป็นหน้ายักษ์จนหลุดออกและจมลงบริเวณดังกล่าวนั้นเอง เลยทำให้ทุกวันนี้ไม่มีใครมองเห็นหน้ายักษ์อีกเลยแต่ชื่อเขาหน้ายักษ์ก็ยังเรียกกันมาถึงปัจจุบันนี้

หะบีดีน กล่าวสรุปการท่องเที่ยวที่นี้ว่าหากจะใช้เวลาตั้งแต่มาถึงจนจบกิจกรรมการท่องเที่ยวที่ทางกลุ่มตั้งไว้จะอยู่ที่ประมาณ 3-4 ชั่งโมง จากนั้นก็จะเดินทางมาด้วยเรือหัวโทงประมาณ 15 นาทีเพื่อมารับประทานอาหารที่จัดเลี้ยงเอาไว้ ก่อนที่จะเดินทางกลับที่พักนั้นคือจบ ทริปการท่องเที่ยวที่นี้ สนนราคาตกอยู่ที่ หัวละ600- 700 บาทตัวคน หากนักท่องเที่ยวกลุ่มใดหรือรายใดจะพักค้างก็จะจัดที่พักแบบโฮมสเตย์ให้ รับรองความปลดภัย 100 % ส่วนการติดต่อสอบถามนั้นก็ได้ที่เบอร์ของตนโดยตรงคือ 084-9911529 ยินดีต้อนรับ หะบีดีนทิ้งท้าย





1345 views

ความคิดเห็น

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
  1. กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม อย่างวิญญูชน พึงกระทำ พร้อมลงนาม
  2. ทีม Nationchannel.com ขอสงวนสิทธิ์ ในการลบข้อความที่ หมิ่นต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์
  3. ไม่ควรใช้ ถ้อยคำที่ หยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด กล่าวหาให้ร้ายผู้อื่น หรือสร้างความแตกแยก ในสังคม
  4. ทุกความคิดเห็นนั้น ไม่เกี่ยวข้องกับ ทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ และ ไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมายได้ทุกกรณี ประกอบกับ ทีมงาน ขอสงวนสิทธิ์ใน การลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความเห็น